วันปีใหม่
เขียนโดย อ้อม | 0 ความคิดเห็น | วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553ป้ายกำกับ: สถานที่จัดงานปี่ใหม่2553
สถานที่Countdown 2010
เขียนโดย อ้อม | 0 ความคิดเห็น |ป้ายกำกับ: สถานที่จัดงานปี่ใหม่2553
สถานที่ยอดฮิตฉลองปีใหม่
แยกราชประสงค์
บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริเป็นสถานที่สองที่อยากจะแนะนำ
ให้ไปเสียเหลือเกิน ตั้งแต่แยกปทุมวันถึงชิดลม และตั้งแต่แยกลุมพินิถึงสะพานเฉลิมโลก(ประตูน้ำที่นี่คุณจะต้องตะลึงกับโคมไฟที่ประดับอยู่สองข้างทาง ซึ่งได้บรรยากาศของเทศกาลเป็นที่สุด ดูเจริญตาเจริญใจไม่น้อย
ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์
กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับใครที่มองหาแหล่งเที่ยวช่วงปีใหม่ เพราะที่นี่มีการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แทบทุกปี มีทั้งการประดับไฟสวยงามในบริเวณรอบๆ รวมถึงการปิดถนนเพื่อให้ประชาชนได้มาเฉลิมฉลองกันเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ยังไม่รวมถึงกิจกรรมบันเทิงเริงใจที่ทางภาครัฐและเอกชนพร้อมใจกันจัดให้อีก เรียกว่าที่นี่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม!
ไหว้พระ 9 วัด
ฟังดูแล้วบางคนอาจจะตลกว่าปีใหม่ทำไมต้องไปฉลองที่วัดด้วย แต่ขอบอกว่าสถานที่ดังกล่าวนี้ได้รับความนิยมไม่น้อยในช่วงปีใหม่
และยิ่งช่วงนี้สถานการณ์ทางการเมืองของเราไม่ค่อยสู้ดี
ให้ไปเสียเหลือเกิน ตั้งแต่แยกปทุมวันถึงชิดลม และตั้งแต่แยกลุมพินิถึงสะพานเฉลิมโลก(ประตูน้ำที่นี่คุณจะต้องตะลึงกับโคมไฟที่ประดับอยู่สองข้างทาง ซึ่งได้บรรยากาศของเทศกาลเป็นที่สุด ดูเจริญตาเจริญใจไม่น้อยลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์
กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับใครที่มองหาแหล่งเที่ยวช่วงปีใหม่ เพราะที่นี่มีการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แทบทุกปี มีทั้งการประดับไฟสวยงามในบริเวณรอบๆ รวมถึงการปิดถนนเพื่อให้ประชาชนได้มาเฉลิมฉลองกันเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ยังไม่รวมถึงกิจกรรมบันเทิงเริงใจที่ทางภาครัฐและเอกชนพร้อมใจกันจัดให้อีก เรียกว่าที่นี่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม!
ไหว้พระ 9 วัด
ฟังดูแล้วบางคนอาจจะตลกว่าปีใหม่ทำไมต้องไปฉลองที่วัดด้วย แต่ขอบอกว่าสถานที่ดังกล่าวนี้ได้รับความนิยมไม่น้อยในช่วงปีใหม่
และยิ่งช่วงนี้สถานการณ์ทางการเมืองของเราไม่ค่อยสู้ดีการเข้าวัดไหว้พระทำบุญนั้น ยิ่งเป็นการเพิ่มพูนกำลังใจได้แก่ตนเองไม่น้อยและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 9 แห่ง ได้แก่ วัดกัลยาณมิตร, วัดชนะสงคราม, วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์), วันพระแก้ว, วันระฆังฯ, วัดสุทัศนฯ, วัดอรุณา, ศาลหลักเมือง และศาลเจ้าพ่อเสือ แต่ขอแนะนำว่าให้ออกจากบ้านแต่งเข้า เพราะกิจกรรมนี้ใช้เวลานานพอสมควรเผื่อมีเวลาเหลือให้ได้ชมความสวยงามของวัดในกรุงเพทฯก็ไม่ว่ากัน
สะพานพระราม 8
ต้องบอกว่าไม่ไปเสียดายแย่ ปีหนึ่งมีแค่หนเดียวเท่านั้นที่จะได้ชมความสวยงามของสะพานพระราม 8 เพราะที่นี่มีการจัดแสดงแสง สี เสียง ประกอบพลุ ดอกไม้ไฟ คุณๆ จะได้เห็นความสวยงามของพลุดอกแล้วดอกเล่าที่จุดขึ้นฟ้าส่องประกายสวยงาม เปรียบดังชีวิตในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึงให้ลุกโชติช่วงชัชวาลกันเลย
สนามหลวง
ได้โปรดอย่าถามว่าจะชวนไปสนามหลวงเพราะจะไปเล่นว่าวหรืออย่างไร?
คำตอบคือไม่ใช่แต่จะพามาทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ในตอนเช้า เพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิต ทำบุญทำทาน เพื่อชีวิตในภายภาคหน้าจะได้พบแต่ความสุขถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่เยี่ยมทีเดียวคุณว่ามั้ย?
เชียงใหม่
ฟังดูอาจไกลไปสักหน่อย แต่ปีใหม่ทั้งทีย่อมมีวันหยุดยาวหลายวันติดต่อกัน
น่าจะหาโอกาสไปฉลองปีใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่ดูสักครั้ง จะไปเดี่ยว เป็นคู่
หรือแบบแฟมิลี่ก็ไม่ว่ากัน ที่นี่นอกจากจะมีอากาศที่เย็นสบายเพราะอยู่ในช่วงฤดูหนาวแล้ว บางคนยังหนีขึ้นดอยไปฉลองปีใหม่ กับสายลม สายหมอก ที่นั่น เอ้อ! ไปแล้วอย่าลืม ถ่ายรูปมาอวดเพื่อนๆ ให้ได้อิจฉาเล่นด้วยล่ะ
ที่มา:http://hilight.kapook.com/view/31817
สะพานพระราม 8
ต้องบอกว่าไม่ไปเสียดายแย่ ปีหนึ่งมีแค่หนเดียวเท่านั้นที่จะได้ชมความสวยงามของสะพานพระราม 8 เพราะที่นี่มีการจัดแสดงแสง สี เสียง ประกอบพลุ ดอกไม้ไฟ คุณๆ จะได้เห็นความสวยงามของพลุดอกแล้วดอกเล่าที่จุดขึ้นฟ้าส่องประกายสวยงาม เปรียบดังชีวิตในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึงให้ลุกโชติช่วงชัชวาลกันเลย
สนามหลวง
ได้โปรดอย่าถามว่าจะชวนไปสนามหลวงเพราะจะไปเล่นว่าวหรืออย่างไร?

คำตอบคือไม่ใช่แต่จะพามาทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ในตอนเช้า เพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิต ทำบุญทำทาน เพื่อชีวิตในภายภาคหน้าจะได้พบแต่ความสุขถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่เยี่ยมทีเดียวคุณว่ามั้ย?
เชียงใหม่
ฟังดูอาจไกลไปสักหน่อย แต่ปีใหม่ทั้งทีย่อมมีวันหยุดยาวหลายวันติดต่อกัน
น่าจะหาโอกาสไปฉลองปีใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่ดูสักครั้ง จะไปเดี่ยว เป็นคู่

หรือแบบแฟมิลี่ก็ไม่ว่ากัน ที่นี่นอกจากจะมีอากาศที่เย็นสบายเพราะอยู่ในช่วงฤดูหนาวแล้ว บางคนยังหนีขึ้นดอยไปฉลองปีใหม่ กับสายลม สายหมอก ที่นั่น เอ้อ! ไปแล้วอย่าลืม ถ่ายรูปมาอวดเพื่อนๆ ให้ได้อิจฉาเล่นด้วยล่ะ
ที่มา:http://hilight.kapook.com/view/31817
วันขึ้นปีใหม่
เขียนโดย อ้อม | 0 ความคิดเห็น |ป้ายกำกับ: ประวัติวันปีใหม่
ประวัติความเป็นมา
วันปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก 4 ปี
ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน
เมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน
และในวันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)
แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา
วันปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก 4 ปี
ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน
เมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน
และในวันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)
แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา
วิถีชีวิตและความเป็นอยู่
เขียนโดย อ้อม | 0 ความคิดเห็น | วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553ป้ายกำกับ: ภาคเหนือ
วิถีชิวิตและความเป็นอยู่
คนไทยในอาณาจักรล้านนามีชีวิตและความเป็นอยู่โดยการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา หุบเขา มีพื้นที่ราบจำนวนน้อย คือ ประมาณ1/4 ของพื้นที่ทั้งหมด ชาวบ้านทำนาแบบนาทดน้ำ พื้นที่สูงปลูกข้าวไร่ พื้นที่ที่ราบในแอ่งเขาอุดมสมบูรณ์ ปลูกข้าว และพืชอื่น ๆ ได้ดี คือ พื้นที่ราบแอ่งเชียงใหม่ ลำพูน และแอ่งเชียงราย ส่วนลำปาง แพร่ น่าน ผลิตข้าวได้น้อย ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบผลิตเพื่อให้พออยู่พอกิน การติดต่อค้าขายระหว่างกันก็จะเป็นประเภทวัวต่าง สินค้ามีของป่า เกลือ ผ้า อัญมณี เป็นต้น ส่วนการค้าขายในหมู่บ้านก็จะมี “กาดมั่ว” ใครมีของอะไรก็นำมาวางขายได้
คนไทยภาคเหนือนิยมปลูกบ้านอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่บ้าน หากพื้นที่ใดอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำนา มีแม่น้ำไหลผ่าน ก็จะมีหมู่บ้านตั้งเป็นระยะ ๆ เรื่อยไปตามแม่น้ำ ลักษณะบ้านจะเป็นบ้านไม้ยกสูง มีใต้ถุนโล่ง เป็นที่เก็บของเครื่องมือทำเกษตร และเป็นที่ทำงานหรือพักผ่อนยามว่างได้ด้วย บ้านของชาวเหนือนิยมมุงกระเบื้องหรือชาวบ้านเรียกว่าดินขอ หรือบางครั้งก็มุงด้วยแผ่นไม้สักซึ่งทำเป็นแผ่นเล็ก ๆ แต่โตกว่าแผ่นกระเบื้อง แผ่นไม้สักนี้จะทนแดดทนฝน ถ้าคัดเลือกไม้อย่างดีจะอยู่ได้เกิน 50 ปีขึ้นไปเลยทีเดียว
ถัดจากบ้านก็จะเป็นยุ้งข้าวขนาดใหญ่เล็กตามฐานะ นอกจากนั้นก็จะมีสัตว์เลี้ยง เช่น ไก่ เป็ด วัว ควาย ม้า ถัดบ้านก็เป็นสวนผลไม้ซึ่งรวมถึงพืชผักที่ใช้ประกอบอาหารด้วย
ชาวล้านนามีลักษณะเหมือนคนไทยทั่วไป แต่เป็นเชื้อสายไทยยวน หรือโยนก คนล้านนาเองเรียกคนกลุ่มเดียวกันว่า “คนเมือง” ลักษณะเด่นกว่าคนไทยกลุ่มอื่นคือ ผิวค่อนข้างขาว รูปร่างสันทัดไม่สูง ไม่เตี้ยเกินไป ส่วนใหญ่รูปร่างผอมบาง มีภาษาที่เป็นภาษาถิ่นของตัวเอง หรือที่เข้าใจกันว่า “คำเมือง” ภาษาไทยเหนือมีระบบตัวอักษรบันทึกที่เรียกว่า “อักษรล้านนา” บันทึกเรื่องราวทางพุทธศาสนา คัมภีร์ต่าง ๆ ตลอดจนกฎหมายและความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน อักษรล้านนานี้ดัดแปลงมาจากอักษรมอญเดิม มีอายุรุ่นเดียวกับอักษรพ่อขุนรามคำแหง หรืออาจเก่ากว่านั้นอีก
ที่มา:
http://t3.gstatic.com/images?q=tbn:z06nA4Zjx-4owM:http://www.thephototours.com/admin/viewfilec.asp%3Fid%3D167%26mf%3Did%26table%3Dcontents%26f1%3Dpicture3%26f2%3Dpicture4
คนไทยในอาณาจักรล้านนามีชีวิตและความเป็นอยู่โดยการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา หุบเขา มีพื้นที่ราบจำนวนน้อย คือ ประมาณ1/4 ของพื้นที่ทั้งหมด ชาวบ้านทำนาแบบนาทดน้ำ พื้นที่สูงปลูกข้าวไร่ พื้นที่ที่ราบในแอ่งเขาอุดมสมบูรณ์ ปลูกข้าว และพืชอื่น ๆ ได้ดี คือ พื้นที่ราบแอ่งเชียงใหม่ ลำพูน และแอ่งเชียงราย ส่วนลำปาง แพร่ น่าน ผลิตข้าวได้น้อย ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบผลิตเพื่อให้พออยู่พอกิน การติดต่อค้าขายระหว่างกันก็จะเป็นประเภทวัวต่าง สินค้ามีของป่า เกลือ ผ้า อัญมณี เป็นต้น ส่วนการค้าขายในหมู่บ้านก็จะมี “กาดมั่ว” ใครมีของอะไรก็นำมาวางขายได้
คนไทยภาคเหนือนิยมปลูกบ้านอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่บ้าน หากพื้นที่ใดอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำนา มีแม่น้ำไหลผ่าน ก็จะมีหมู่บ้านตั้งเป็นระยะ ๆ เรื่อยไปตามแม่น้ำ ลักษณะบ้านจะเป็นบ้านไม้ยกสูง มีใต้ถุนโล่ง เป็นที่เก็บของเครื่องมือทำเกษตร และเป็นที่ทำงานหรือพักผ่อนยามว่างได้ด้วย บ้านของชาวเหนือนิยมมุงกระเบื้องหรือชาวบ้านเรียกว่าดินขอ หรือบางครั้งก็มุงด้วยแผ่นไม้สักซึ่งทำเป็นแผ่นเล็ก ๆ แต่โตกว่าแผ่นกระเบื้อง แผ่นไม้สักนี้จะทนแดดทนฝน ถ้าคัดเลือกไม้อย่างดีจะอยู่ได้เกิน 50 ปีขึ้นไปเลยทีเดียว
ถัดจากบ้านก็จะเป็นยุ้งข้าวขนาดใหญ่เล็กตามฐานะ นอกจากนั้นก็จะมีสัตว์เลี้ยง เช่น ไก่ เป็ด วัว ควาย ม้า ถัดบ้านก็เป็นสวนผลไม้ซึ่งรวมถึงพืชผักที่ใช้ประกอบอาหารด้วย
ชาวล้านนามีลักษณะเหมือนคนไทยทั่วไป แต่เป็นเชื้อสายไทยยวน หรือโยนก คนล้านนาเองเรียกคนกลุ่มเดียวกันว่า “คนเมือง” ลักษณะเด่นกว่าคนไทยกลุ่มอื่นคือ ผิวค่อนข้างขาว รูปร่างสันทัดไม่สูง ไม่เตี้ยเกินไป ส่วนใหญ่รูปร่างผอมบาง มีภาษาที่เป็นภาษาถิ่นของตัวเอง หรือที่เข้าใจกันว่า “คำเมือง” ภาษาไทยเหนือมีระบบตัวอักษรบันทึกที่เรียกว่า “อักษรล้านนา” บันทึกเรื่องราวทางพุทธศาสนา คัมภีร์ต่าง ๆ ตลอดจนกฎหมายและความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน อักษรล้านนานี้ดัดแปลงมาจากอักษรมอญเดิม มีอายุรุ่นเดียวกับอักษรพ่อขุนรามคำแหง หรืออาจเก่ากว่านั้นอีก
ที่มา:
http://t3.gstatic.com/images?q=tbn:z06nA4Zjx-4owM:http://www.thephototours.com/admin/viewfilec.asp%3Fid%3D167%26mf%3Did%26table%3Dcontents%26f1%3Dpicture3%26f2%3Dpicture4
ชนเผ่าภาคเหนือ
เขียนโดย อ้อม | 0 ความคิดเห็น |ป้ายกำกับ: ภาคเหนือ
ตัวอย่างชาวเขาภาคเหนือ
ชาวเขาเผ่าอาข่า ลักษณะบ้าน เป็นบ้านไม้ไผ่ยกพื้นเตี้ย หลังคาทำด้วยหญ้าคา ชายหลังคาคลุมเกือบปิดบ้าน เพื่อกันฝนและลมหนาว เนื่องจากชาวอาข่ามักนิยมปลูกบ้านบนสันดอยสูง และตัวบ้านจะมีระเบียงหน้าบ้านสำหรับนั่งเล่น พักผ่อน หรือรับแขก
ภายในบ้านจะแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนโดยการกำหนดขอบเขตกันเอง จะไม่แบ่งกั้นเป็นห้องชัดเจน ซึ่งจะแบ่งหลักๆ เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนสำหรับใช้นอน และส่วนสำหรับทำอาหารชาวลาหู่เป็นชนเผ่าที่มีลักษณะนิสัยรักสันโดด จะอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ มีวิถีชีวิตที่พึ่งพาตนเองและธรรมชาติ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ธรรมชาติเข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตของพวกเค้าสูงมาก ในขณะเดียวกันพวกเค้าก็มีทักษะและความชำนาญอย่างยิ่งในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รายรอบ เราสามารถเห็นได้จากการปลูกบ้านโดยใช้ไม้ไผ่ทั้งหลัง ใช้หญ้าเป็นหลังคา ใช้เศษไม้ไผ่ทำเป็นตอกมัดแทนเชือกหรือตะปู มีความชำนาญในเจาะไม้เพื่อให้ยึดติดกันเป็นโครงสร้างของบ้าน ด้วยทักษะภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนานนับแต่บรรพบุรุษ ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวัสดุดิบจากในเมือง และสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน
ชาวลาหู่มักเลือกทำเลในการปลูกบ้านในที่ลักษณะเป็นหุบเชิงดอยเขา เพื่อให้ภูเขาลูกใหญ่กันลม ตัวบ้านจะใหญ่และโปร่ง ลักษณะบ้านใหญ่หรือเล็ก ขึ้นอยู่กับแรงงานปลูกสร้าง เช่น หากมีลูกชายเยอะ ก็จะมีแรงงานพอที่จะปลูกบ้านหลังใหญ่ได้
บ้านเกือบทุกหลังจะมีระเบียงหน้าบ้าน ภายในบ้านแบ่งเป็นที่นอน และครัวรวมอยู่ในตัวบ้าน ชาวลาหู่ทำอาหารในบ้าน จะมีกะบะดินอัดแน่นเป็นฐานรองในการก่อไฟทำอาหาร ทำให้ไฟไม่สามารถลุกติดบ้านไม้ไผ่ได้ ในขณะเดียวกัน ควันไฟที่ลอยขึ้นในขณะทำอาหาร ช่วยทำให้ไม้ไผ่และหลังคาเหนียวทนทานมากขึ้น และยังทำให้แมลงไม่ชอบ และไม่อยากเข้ามารบกวนอีกด้วย เมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยือน ชาวลาหู่จะเตรียมที่นอนให้แก่แขก ที่นอนของแขกจะแยกคนละฝั่งห้องกับคนในบ้าน แต่อยู่ในห้องเดียวกัน
ที่มา:http://www.hilltribetour.com/living/images/l_pic0.jpg
ชาวเขาเผ่าอาข่า ลักษณะบ้าน เป็นบ้านไม้ไผ่ยกพื้นเตี้ย หลังคาทำด้วยหญ้าคา ชายหลังคาคลุมเกือบปิดบ้าน เพื่อกันฝนและลมหนาว เนื่องจากชาวอาข่ามักนิยมปลูกบ้านบนสันดอยสูง และตัวบ้านจะมีระเบียงหน้าบ้านสำหรับนั่งเล่น พักผ่อน หรือรับแขก
ภายในบ้านจะแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนโดยการกำหนดขอบเขตกันเอง จะไม่แบ่งกั้นเป็นห้องชัดเจน ซึ่งจะแบ่งหลักๆ เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนสำหรับใช้นอน และส่วนสำหรับทำอาหารชาวลาหู่เป็นชนเผ่าที่มีลักษณะนิสัยรักสันโดด จะอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ มีวิถีชีวิตที่พึ่งพาตนเองและธรรมชาติ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ธรรมชาติเข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตของพวกเค้าสูงมาก ในขณะเดียวกันพวกเค้าก็มีทักษะและความชำนาญอย่างยิ่งในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รายรอบ เราสามารถเห็นได้จากการปลูกบ้านโดยใช้ไม้ไผ่ทั้งหลัง ใช้หญ้าเป็นหลังคา ใช้เศษไม้ไผ่ทำเป็นตอกมัดแทนเชือกหรือตะปู มีความชำนาญในเจาะไม้เพื่อให้ยึดติดกันเป็นโครงสร้างของบ้าน ด้วยทักษะภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนานนับแต่บรรพบุรุษ ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวัสดุดิบจากในเมือง และสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน
ชาวลาหู่มักเลือกทำเลในการปลูกบ้านในที่ลักษณะเป็นหุบเชิงดอยเขา เพื่อให้ภูเขาลูกใหญ่กันลม ตัวบ้านจะใหญ่และโปร่ง ลักษณะบ้านใหญ่หรือเล็ก ขึ้นอยู่กับแรงงานปลูกสร้าง เช่น หากมีลูกชายเยอะ ก็จะมีแรงงานพอที่จะปลูกบ้านหลังใหญ่ได้
บ้านเกือบทุกหลังจะมีระเบียงหน้าบ้าน ภายในบ้านแบ่งเป็นที่นอน และครัวรวมอยู่ในตัวบ้าน ชาวลาหู่ทำอาหารในบ้าน จะมีกะบะดินอัดแน่นเป็นฐานรองในการก่อไฟทำอาหาร ทำให้ไฟไม่สามารถลุกติดบ้านไม้ไผ่ได้ ในขณะเดียวกัน ควันไฟที่ลอยขึ้นในขณะทำอาหาร ช่วยทำให้ไม้ไผ่และหลังคาเหนียวทนทานมากขึ้น และยังทำให้แมลงไม่ชอบ และไม่อยากเข้ามารบกวนอีกด้วย เมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยือน ชาวลาหู่จะเตรียมที่นอนให้แก่แขก ที่นอนของแขกจะแยกคนละฝั่งห้องกับคนในบ้าน แต่อยู่ในห้องเดียวกัน
ที่มา:http://www.hilltribetour.com/living/images/l_pic0.jpg
ประเพณีปอยส่างลอง
เขียนโดย อ้อม | 0 ความคิดเห็น |ป้ายกำกับ: ภาคเหนือ
ประเพณีปอยส่างลอง
ช่วงเวลา
ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน ระยะเวลา 3-7 วัน โดยทั่วไปนิยมจัดงาน 3 วัน
ความสำคัญ
"ปอยส่างลอง" เป็นงานประเพณีบวชลูกแก้วของไทยใหญ่ เป็นการบรรพชาสามเณรให้สืบทอดพระพุทธศาสนา และเพื่อเรียนรู้พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า โดยมีความเชื่อว่า ถ้าได้บวชให้ลูกของตนเป็นสามเณรจะได้อานิสงฆ์ 8 กัลป์ บวชลูกคนอื่นเป็นสามเณรได้อานิสงฆ์ 4 กัลป์ และหากได้อุปสมบทลูกของตนเป็นพระภิกษุสงฆ์ จะได้อานิสงฆ์ 12 กัลป์ และได้อุปสมบทลูกคนอื่นจะได้อานิสงฆ์ 8 กัลป์ และเพื่อเป็นการสืบทอดประเพณีที่มีมาดั้งเดิม
ประเพณีปอยส่างลอง
พิธีกรรม
มี 2 วิธีคือ แบบที่เรียกว่า ข่ามดิบ และแบบส่างลอง
1. แบบข่ามดิบ เป็นวิธีการแบบง่าย ๆ คือ พ่อแม่จะนำเด็กไปโกนผมที่วัดหรือที่บ้าน เสร็จแล้วนุ่งขาวห่มขาว เตรียมเครื่องไทยทานอัฐบริขารไปทำพิธีบรรพชาเป็นสามเณรที่วัด พระสงฆ์ประกอบพิธีให้ก็เป็นสามเณร
2. แบบส่างลอง จะเป็นวิธีการที่จัดงานใหญ่โดยทั่ว ไปจะจัดงานกัน 3 วัน วันแรกเรียกว่า วันรับส่างลองในตอนเช้าจะ โกนผมแล้วแต่งชุดลำลอง ซึ่งเครื่องแต่งกาย จะประดับด้วยเครื่องประดับที่มีค่า โพกศรีษะเหมือนชาวพม่า นุ่งผ้าโสร่ง ทาแป้ง เขียนคิ้วทาปาก แห่ขอขมาศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน ขอขมาพระสงฆ์ ที่วัดและญาติผู้ใหญ่ และผู้ที่เคารพรักใคร่ชอบพอ ตลอดทั้งวันจะรับประทาน อาหารที่บ้านเจ้าภาพ วันที่สองเป็นวันที่แห่งเครื่องไทยทาน และส่งไปที่วัดเลี้ยง อาหราผู้ที่มาร่วมขบวนแห่ และพิธีทำขวัญส่างลอง เลี้ยงอาหารซึ่งถือว่ามื้อนี้เป็นอาหาร มื้อพิเศษจะประกอบด้วยอาหาร 12 อย่างแก่ส่างลองด้วย วันที่สาม เป็นวันบรรพชาสามเณร ในตอนบ่ายจะแห่ส่างลองไปที่วัดและทำพิธีบรรพชา เป็นอันเสร็จพิธี ประเพณีและวัฒนธรรม ปอยส่างลอง
สาระ
1. ผู้ที่ผ่านการบรรพชาเป็นสามเณรจะได้รับการยกย่องเรียกคำว่า ส่าง นำหน้าชื่อตลอดไป
2. ผู้ที่ผ่านการอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์จะได้รับยกย่องเรียกคำว่า หนาน นำหน้าชื่อตลอดไป
3. บิดาที่จัดบรรพชาให้ลูกเป็นสามเณร จะได้รับยกย่องเรียกคำว่าพ่อส่าง นำหน้าชื่อตลอดไป
4. มารดาที่ได้จัดบรรพชาให้ลูกเป็นสามเณรจะได้รับยกย่องเรียกคำว่าแม่ส่าง นำหน้าชื่อตลอดไป
5. บิดาที่จัดบรรพชาลูกเป็นพระภิกษุจะได้รับยกย่องเรียกคำว่า พ่อจาง นำหน้าชื่อตลอดไป
6. มารดาที่จัดบรรพชาลูกเป็นพระภิกษุ จะได้รับยกย่องเรียกคำว่า แม่จาง นำหน้าชื่อตลอดไป
7. การจัดงานปอยส่างลอง เป็นการสืบทองพระพุทธศาสนา และก่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ
ที่มา:http://www.thailandbuddy.com/images/culture/culture-2.jpg
ช่วงเวลา
ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน ระยะเวลา 3-7 วัน โดยทั่วไปนิยมจัดงาน 3 วัน
ความสำคัญ
"ปอยส่างลอง" เป็นงานประเพณีบวชลูกแก้วของไทยใหญ่ เป็นการบรรพชาสามเณรให้สืบทอดพระพุทธศาสนา และเพื่อเรียนรู้พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า โดยมีความเชื่อว่า ถ้าได้บวชให้ลูกของตนเป็นสามเณรจะได้อานิสงฆ์ 8 กัลป์ บวชลูกคนอื่นเป็นสามเณรได้อานิสงฆ์ 4 กัลป์ และหากได้อุปสมบทลูกของตนเป็นพระภิกษุสงฆ์ จะได้อานิสงฆ์ 12 กัลป์ และได้อุปสมบทลูกคนอื่นจะได้อานิสงฆ์ 8 กัลป์ และเพื่อเป็นการสืบทอดประเพณีที่มีมาดั้งเดิม
ประเพณีปอยส่างลอง
พิธีกรรม
มี 2 วิธีคือ แบบที่เรียกว่า ข่ามดิบ และแบบส่างลอง
1. แบบข่ามดิบ เป็นวิธีการแบบง่าย ๆ คือ พ่อแม่จะนำเด็กไปโกนผมที่วัดหรือที่บ้าน เสร็จแล้วนุ่งขาวห่มขาว เตรียมเครื่องไทยทานอัฐบริขารไปทำพิธีบรรพชาเป็นสามเณรที่วัด พระสงฆ์ประกอบพิธีให้ก็เป็นสามเณร
2. แบบส่างลอง จะเป็นวิธีการที่จัดงานใหญ่โดยทั่ว ไปจะจัดงานกัน 3 วัน วันแรกเรียกว่า วันรับส่างลองในตอนเช้าจะ โกนผมแล้วแต่งชุดลำลอง ซึ่งเครื่องแต่งกาย จะประดับด้วยเครื่องประดับที่มีค่า โพกศรีษะเหมือนชาวพม่า นุ่งผ้าโสร่ง ทาแป้ง เขียนคิ้วทาปาก แห่ขอขมาศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน ขอขมาพระสงฆ์ ที่วัดและญาติผู้ใหญ่ และผู้ที่เคารพรักใคร่ชอบพอ ตลอดทั้งวันจะรับประทาน อาหารที่บ้านเจ้าภาพ วันที่สองเป็นวันที่แห่งเครื่องไทยทาน และส่งไปที่วัดเลี้ยง อาหราผู้ที่มาร่วมขบวนแห่ และพิธีทำขวัญส่างลอง เลี้ยงอาหารซึ่งถือว่ามื้อนี้เป็นอาหาร มื้อพิเศษจะประกอบด้วยอาหาร 12 อย่างแก่ส่างลองด้วย วันที่สาม เป็นวันบรรพชาสามเณร ในตอนบ่ายจะแห่ส่างลองไปที่วัดและทำพิธีบรรพชา เป็นอันเสร็จพิธี ประเพณีและวัฒนธรรม ปอยส่างลอง
สาระ
1. ผู้ที่ผ่านการบรรพชาเป็นสามเณรจะได้รับการยกย่องเรียกคำว่า ส่าง นำหน้าชื่อตลอดไป
2. ผู้ที่ผ่านการอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์จะได้รับยกย่องเรียกคำว่า หนาน นำหน้าชื่อตลอดไป
3. บิดาที่จัดบรรพชาให้ลูกเป็นสามเณร จะได้รับยกย่องเรียกคำว่าพ่อส่าง นำหน้าชื่อตลอดไป
4. มารดาที่ได้จัดบรรพชาให้ลูกเป็นสามเณรจะได้รับยกย่องเรียกคำว่าแม่ส่าง นำหน้าชื่อตลอดไป
5. บิดาที่จัดบรรพชาลูกเป็นพระภิกษุจะได้รับยกย่องเรียกคำว่า พ่อจาง นำหน้าชื่อตลอดไป
6. มารดาที่จัดบรรพชาลูกเป็นพระภิกษุ จะได้รับยกย่องเรียกคำว่า แม่จาง นำหน้าชื่อตลอดไป
7. การจัดงานปอยส่างลอง เป็นการสืบทองพระพุทธศาสนา และก่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ
ที่มา:http://www.thailandbuddy.com/images/culture/culture-2.jpg
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
